(662) 105-3705 Info@mct.in.th

ข้อมูลลิขสิทธิ์

หลักความคุ้มครองลิขสิทธิ์นั้น เพื่อให้ผู้สร้างสรรค์ได้รับผลตอบแทนเป็นขวัญกำลังใจจากงานสร้างสรรค์ของตนเอง และขณะเดียวกันกลไกการคุ้มครองลิขสิทธิ์นั้นจะต้องคำนึงถึงประโยชน์และความเป็นธรรมของสังคมด้วย

งานลิขสิทธิ์ที่เกี่ยวข้องกับเพลงนั้น โดยดั้งเดิมได้แก่ งานดนตรีกรรม ซึ่งก็คือ งานทำนอง/คำร้อง ที่สร้างสรรค์โดยนักแต่งเพลง ต่อมาเมื่อมีการนำ ทำนอง/คำร้อง นั้นมาสร้างสรรค์ต่อยอดเป็นเสียงดนตรี มีนักร้องร้องและทำการบันทึกเป็น เทป/ซีดี จัดทำเป็นสินค้าจัดจำหน่ายซึ่งตัวเสียงดนตรี เสียงร้องต้นแบบของ งานทำนอง/คำร้อง นั้นเรียกว่าเป็น งานสิ่งบันทึกเสียงที่สร้างสรรค์โดยบริษัทเทปนั้น ในกฎหมายไทยเราก็จัดว่าเป็นงานลิขสิทธิ์เช่นกัน การที่บริษัทเทปจะนำ ทำนอง/คำร้อง ไปให้นักดนตรีเล่น ให้นักร้องร้องบันทึกเป็นเทปต้นแบบเพื่อปั๊มเป็น เทป/ซีดี ขายต่อไปนั้น ก็จะต้องขออนุญาตสิทธิทำซ้ำ ทำนอง/คำร้อง (งานดนตรีกรรม) นั้นจากนักแต่งเพลงก่อน โดยจ่ายผลตอบแทนให้สิทธิส่วนนี้เรียกว่า "สิทธิทำซ้ำ"

ส่วนสิทธิอีกประเภท คือ "สิทธิเผยแพร่ต่อสาธารณ" ซึ่งหมายถึงว่า ผู้ประกอบการใดๆ ที่มีการเปิดหรือแสดงเพลงเป็นส่วนหนึ่งของธุรกิจ ต้องทำการขออนุญาตสิทธิเผยแพร่ต่อสาธารณชน และจะต้องขออนุญาตงานลิขสิทธิ์ประเภทใดบ้างนั้น ขึ้นอยู่กับลักษณะการใช้เพลงของสถานประกอบการนั้นๆ เช่น ถ้าเล่นดนตรี ร้องเพลงสดในร้านอาหาร หรือเล่นคอนเสิร์ตถือว่าเป็น การเผยแพร่งานดนตรีกรรม (ทำนอง/คำร้อง) อย่างเดียว แต่ถ้าเปิดเทปซีดี ก็ถือว่าเป็น การเผยแพร่ทั้งงานดนตรีกรรม และ งานสิ่งบันทึกเสียง

ดังนั้นจึงเห็นได้ว่า การจัดการสิทธิเผยแพร่นั้นจำเป็นต้องมีระบบ เพราะเกี่ยวข้องกับงานลิขสิทธิ์หลายประเภท โดยมีผู้สร้างสรรค์และเจ้าของสิทธิในงานแต่ละประเภทนั้นเข้ามาเกี่ยวข้อง สำหรับหลักการจัดเก็บค่าสิทธิเผยแพร่นั้น โดยปกติแล้วจะทำการจัดเก็บผ่านองค์กรกลางบริหารจัดเก็บค่าสิทธิ (Collective Management Organization) ซึ่งจะแยกกันระหว่างงานดนตรีกรรม ที่สร้างสรรค์โดยนักแต่งเพลง กับ งานสิ่งบันทึกเสียง ที่สร้างสรรค์โดยบริษัทเทป สาเหตุที่หลักสากลนั้นแยกเป็น 2 องค์กรตามประเภทงานก็เพราะ ต้องการสนับสนุนให้เกิดการรวมตัวของนักแต่งเพลงเพื่อดูแลจัดการสิทธิของตัวเอง เพราะเป็นที่ทราบดีอยู่แล้วว่านักแต่งเพลงเดี่ยวๆ ย่อมมีอำนาจต่อรองน้อย ซึ่งหากนักแต่งเพลงรวมตัวดูแลสิทธิของกลุ่มตัว เองได้ ย่อมเพิ่มโอกาสที่จะสามารถรักษาความเป็นเจ้าของงานดนตรีกรรมของตนได้ นั่นเอง

องค์กรบริหารจัดเก็บค่าสิทธิงานดนตรีกรรมของนักแต่งเพลงนั้น ทุกๆประเทศจะมีโครงสร้างที่คล้ายกันคือ เป็นการรวมตัวของนักแต่งเพลงเพื่อดูแลสิทธิเผยแพร่งานของตน องค์กรทำหน้าที่เสมือนคนกลาง อำนวยความสะดวกให้กับนักแต่งเพลง ซึ่งหลักการทำงานขององค์กรคือ บริหารการจัดเก็บค่าสิทธิเผยแพร่นั้นต้องไม่แสวงผลกำไร หมายความว่าค่าสิทธิที่จัดเก็บมาได้นั้นเมื่อหักค่าใช้จ่ายตามจริงแล้ว ต้องจัดสรรให้นักแต่งเพลงตามปริมาณการใช้เพลง นั่นคือเพลงใครถูกใช้มาก จะได้รับค่าสิทธิมากนั่นเอง

 

Untitled Document